ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สาวกคนรักดอกไม้ห้ามพลาด! พาชมร้านดอกไม้ในอเมริกา




เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูร้อน (Summer) ก็เริ่มมีฝนตกลงมา ฝนจริงๆ ไม่ใช่หิมะ! ช่วงนี้หิมะละลายหมดแล้วนะจ๊ะ หญ้าเริ่มเขียวชะอุ่ม ต้นไม้ ดอกไม้เริ่มออกดอกผลิใบ นกน้อยใหญ่ เริ่มส่งเสียงน้องเจียวจ้าว สัญญาณฤดูกาลเพาะปลูกที่รอคอยมาถึงแล้วจร้าา 


ร้านกรีนเฮาส์ (Green house) เป็นโดมพลาสติกสีขาว ต้นไม้ ดินและปุ๋ย จะอยู่ด้านนอก ส่วนต้นกล้าดอกไม้ ต้นไม้ จะอยู่ด้านใน


บิสมาร์ก (Bismarck) การปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ผักสวนครัว เป็นเรื่องที่ง่ายมาก ทุกทุกปีของต้นฤดูใบไม้ผลิ(Spring) จะมีร้านกรีนเฮาส์ (Green House) หรือร้านฟาร์มเมอมาร์เก็ต (Framer Market) มาเปิดร้านขายต้นอ่อนและต้นกล้ากันค่ะ ร้านเหล่านี้เป็นจุดนัดพบคนรักต้นไม้ ซึ่งทางร้านจะรวมไม้ประดับ ต้นกล้าหรือต้นอ่อนดอกไม้และผักสวนครัวต่างๆ ซึ่งจะเปิดขายกันเพียงแค่ เมษายน ถึง พฤษภาคม 2 เดือนเท่านั้น! หลังจากนั้น ร้านกรีนเฮาส์ (Green House) ก็จะจัดรายการลดกระหน่ำซัมเมอร์เชลล์ รื้อร้าน และปิดตัวลง หมดช่วงนาทีทองของการซื้อขายต้นไม้ ต้นกล้า รัฐนอร์ท ดาโกต้า (North Dakota) จะมีข้อจำกัดเรื่องฤดูกาล การเพาะปลูกทำได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายนเท่านั้น 

ดอกไม้ แบบยกกระถ่าง ไม่ต้องต้องแต่งเพิ่ม


“เจ็ดเดือนเพาะปลูก ห้าเดือนหิมะตก เมื่อฤดูหนาวย่างเข้ามาอากาศจะติดลบ พืช ผัก ดอกไม้ ไม่สามารถทนอยู่รอดได้  
ดังนั้น อะไรๆ ที่นี้ต้องรวดเร็วทันใจจร้าา”



ร้านกรีนเฮาส์ (Green House Garden)/ร้านฟาร์มเมอมาร์เก็ต (Framer Market) 



บรรยากาศภายในร้าน จะแบ่งออกเป็น 3 โซน คือ โซนซ้าย - ขวา และเกาะกลาง


ที่ร้านจะมีทั้ง ดิน ปุ๋ย ต้นกล้า ต้นไม้ เมล็ดพันธุ์ เเวะมาที่เดียวได้ของแทบครบค่ะ ทั้งต้นไม้ที่ปลูกในบ้าน ไม้ดอกไม้ประดับ (In  door) และต้นไม้ที่ปลูกนอกบ้าน (Out door) มือร้อน! ปลูกต้นไม้ตายไม่ต้องกลัว ที่ร้านรับคืนและเคลมได้จนกว่าลูกค้าจะเลิกปลูก 5555


ดินสำหรับเพาะปลูก มีขายเป็นกระสอบหลากหลายยี่ห้อ


การเคลมต้นไม้ ดอกไม้ ต้นกล้า ผักสวนครัวฟรี! หลังจากที่ซื้อต้นไม้ ดอกไม้ ต้นกล้ากับทางร้านไปสักระยะหนึ่ง แต่ต้องมีใบเสร็จนะจ๊ะ! สำหรับต้นไม้ ก็เก็บใบเสร็จไว้ (ข้ามปีเลยค่พ) ก็เอามาเคลมฟรีได้อีก ไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงนำใบเสร็จการซื้อต้นไม้ ดอกไม้มาแสดงให้ร้านดู เราก็สามารถเคลมต้นไม้ได้ทันที แถมวิธีการปลูก การดูแลใส่ปุ๋ยให้อีกด้วยนะเออ ^_^

ต้นไม้จะถูกจัดไว้ที่ลานกลางแจ้ง 


ต้นไม้ที่นี่มีหลายสายพันธุ์ตั้งแต่ต้นเล็กๆ อย่างพันธุ์ตะบองเพชรตะมุตะมิ (Cactus) พวกนี้ต้องปลูกในบ้าน จนถึงต้นไม้ขนาดใหญ่ ที่ปลูกนอกบ้าน เช่น แอบเปิ้ล องุ่น เชอรี่ ฯลฯ ต้นไม้ต้องเป็นชนิดพันธุ์ที่ทนหิมะได้เท่านั้น


ดอกไม้ที่นิยมปลูก แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 

1. ขึ้นใหม่ทุกปี ไม่ต้องปลูกซ้ำ (Perennial)


หญ้าหรีด (Reed Grass)

คอลล่าลิลลี่ (Calla Lily)

ลิลลี่ (Lily)

โบตั๋นชมพู (Peony)

โบตั๋นแดง (Peony)


2. ปลูก/ซื้อใหม่ทุกๆ ปี 


พิทูเนียหลากสี (Petunia)


ต้นกล้า ที่ซื้อมาเตรียมจัดลงกระถาง


สวยๆ ซื้อมาจัดลงกระถางเอง



ส่วนอันนี้ ซื้อมาแบบสำเร็จรูป (จัดลงกระถางเรียบร้อยแล้ว)


จ๊ะเอ๋ ใครเอ่ย? เจ้ากระรอกน้อย 


ดอกไม้มี 3 ชนิด ที่นิยม คือ 
  • ดอกไม้ต้องการแสงแดดมากตลอดทั้งวัน
  • กึ่งแดดกึ่งร่ม ปลูกในกระถาง 
  • พืชในร่ม ปลูกตลอดทั้งปีในบ้าน

ดอกไม้ชนิดต่างๆ ยอดนิยม
 
พิทูเนียมีหลากหลายสี (Petunia)


โลบิเลียสีต่างๆ (Lobelia)


ดาวเรือง (Mari gold)


เบด้า บูม (Bada Boom)


แพรเชียงไฮ้/คุณนายตื่นสาย (Portulaca)


ต้นหงอนไก่เล็ก (Armor Mix) และอื่นๆ 


ผักสวนครัว ต้นอ่อนและเมล็ดพันธ์ุ

หากเราต้องการเพาะเมล็ดเองก็สามารถทำได้ แต่ต้องเป็นพืชผักที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นหรือไม่เกิน 7 เดือน ส่วนมากแล้วที่ร้านกรีนเฮาส์ (Green House) จะมีขายต้นกล้าแทบทีกประเภทอยู่แล้วค่ะ เราแค่เตรียมสถานที่ ดิน ขุดหลุมปลูกได้เลยค่ะ ตัวอย่างเมล็ดพันธ์ุและต้นกล้าที่นิยม

เมล็ดพันธ์ุต่างๆ บรรจุขายในซอง


พริก แตงกวา ถั่ว ฟักทอง ซูกินี่ มะเขือม่วง บล็อกโคลี่ กระหล่ำดอก กระหล่ำ คะน้า(ฝรั่ง) โหระพาไทย โหระพาอิตาเลี่ยน สะระแน มะเขือเทศ และผักสมุนไพรอื่นๆ อีกมากมาย


โคราบี้ คะน้า กระหล่ำ กระหล่ำดอก บล็อกโคลี่


พริกชนิดต่างๆ 


แตงกวา แตงโม แคนตาลูป เมล่อน 

กล่าวได้ว่า ดอกไม้ชนิดต่างๆ กระเช้าดอกไม้ จะได้รับความนิยมมากกว่าผักสวนครัว เนื่องจากการตกแต่งบ้านด้วยดอกไม้หลากสีสัน ทำให้สดชื่น เบิกบาน รื่นเริงใจ และดูแลง่ายกว่าผักสวนครัวนั่นเอง



ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บิสมาร์ค (Bismarck) เมืองเล็กไม่ดัง.. แต่เที่ยวแล้วสบายใจ

บิสมาร์ค (Bismarck) เป็นเมืองเล็กๆ น่ารักตั้งอยู่ตรงกลางภาคเหนือ ของอเมริกา อยู่ริมแม่น้ำมิสซูรี่ (Missouri River) หน้าหนาว อากาศหนาวหิมะแทบท่วมหัว แต่พอเข้าหน้าร้อน บอกเลยว่าสวยมาก สวยจนลืมความหนาวที่เคยหนาวไปเลยค่ะ เมืองนี้ไม่วุ่นวาย ผู้คนใจดี มีแต่ความสโลว์ไลฟ์แบบอบอุ่นๆ เหมือนทุกคนในเมืองรู้จักกันหมดเลย แต่ก็ยังมีห้าง ร้านกาแฟ โรงพยาบาลดีๆ และพื้นที่ธรรมชาติเพียบ! บิสมาร์ค (Bismarck)  อาจไม่ใช่เมืองที่ติดลิสต์ท่องเที่ยวยอดนิยมของอเมริกา  ไม่มีตึกสูง ไม่มีแสงสี ไม่มีแลนด์มาร์กอลังการ  แต่สิ่งที่เมืองนี้มี คือ  พื้นที่หายใจ ความสงบ และกิจกรรมเรียบง่ายที่ทำแล้วรู้สึกดี!  ยิ่งถ้าใครชอบธรรมชาติ ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง หรือเที่ยวกับครอบครัวจะยิ่งหลงรักเมืองนี้ง่ายๆ เอาได้ค่ะ  จะว่าเงียบก็เงียบดี จะว่าเหงาก็มีบ้าง แต่เป็นเมืองที่อยู่แล้วรู้สึกปลอดภัย เรียบง่าย และเหมือนชีวิตได้พักหายใจยาวๆ ⭐ เมืองบิสมาร์ค (Bismarck) เป็นยังไง? เป็นเมืองหลวงของรัฐนอร์ท ดาโกต้า (North Dakota) เมืองสงบ ผู้คนเป็นมิตร ชีวิตสโลว์ไลฟ์ แต่มีครบทุกอย่างที่ต้องการ อากาศ หนาวจัดมาก ฤดูหน...

นิทานสองภาษาเรื่อง “เจ้าป่าจอมตะกละและกระต่ายป่าผู้ชาญฉลาด (The lion and the hare)

Once upon a time, there was a dense forest, where had lots of animals and birds living it. วันซ์ อัพพอน อะ ไทม์, แธร์ วอส อะ เดนส์ ฟอร์เรส, แวร์ แฮด ลอท ออฟ แอนนิมอล แอนด์ เบิร์ด ลิฟวิ่ง อิท. กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว, มีป่าหนาทึบอยู่แห่งหนึ่ง, ที่ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ป่าและนกต่างๆ นานาชนิด อาศัยอยู่ในนั้น. All the animals and birds lived in perfect harmony. No bigger animal or bird ever killed a smaller one for food. ออล เดอะ แอนนิมอล แอนด์ เบิร์ด ลิฟต์-ดึด อิน เพอเฟคท์ ฮาร์มโมนี่. โน บิ๊กเกอร์ แอนนิมอล ออร์ เบิร์ด เอฟเวอร์ คิว-ดึด อะ สมอลเลอร์ วัน ฟอร์ ฟู๊ด. เหล่าสัตว์ป่าและนกนานาชนิด ต่างอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างผาสุข. ไม่มีสัตว์ใหญ่นักล่าไล่ฆ่าสัตว์ตัวเล็กๆ เป็นอาหารเลย หรือแม้กระทั่งพวกนกนักฆ่าเอง ก็ไม่ล่าอาหารเช่นกัน. However, there was one exception, and that was the king of the jungle- an evil lion. The lion hunted around the forest at all times and killed animals for food. ฮาวเอฟเวอร์, แธร์ วอส วัน เอ็กเซ็บชั่น, แอนด์ แธท วอส เดอะ คิง ออฟ เดอะ จังเกิ้ล- อัน อีวิ้ว ไลออน. เดอะ ไลออน ฮัน...

ต่อมความเปรี้ยวทำงาน! ผลไม้จิ้มเกลือของคนไทยไกลบ้าน!

🍋  ผลไม้จิ้มเกลือเมืองนอก..  เมื่อคนอิสานตาดำๆ อย่างเรา ต้องเอาตัวรอดจากความอยาก “ของเปรี้ยวๆ” ในอเมริกา  🇺🇸🌶️ ถ้าคุณเป็นคนเอเชีย โดยเฉพาะคนไทย—อีสานอย่างข้อย! บอกเลยว่า “ต่อมความเปรี้ยว” ในร่างกาย ต้องถูกฝึกใช้งานมาตั้งแต่ยังบ่ฮู้ความแน่นอน โตมากับมะม่วงดิบ มะยม ฝรั่งจิ้มพริกเกลือ เปรี้ยวจนตาเหลือก แต่ใจกะยังยิ้มได้อยู่เด้อจร้า 😆 เราโตมากับ.. ✅ มะม่วงดิบจิ้มพริกเกลือ ✅ มะยมหน้าบ้าน ✅ ฝรั่งรถเข็น ✅ น้ำปลาหวานถุงเล็กๆ ✅ กินไป น้ำลายแตกไป แต่มีความสุขมาก 😭 พอวันหนึ่งต้องย้ายมาอยู่ “ อเมริกา”  ทุกอย่างดูดีหมด ซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ ผลไม้ลูกโต สีสวย ดูแพง แต่พอกัดเข้าไปคำแรกเท่านั้นแหละ… “หวาน” “หวานอีกแล้ว” “หวานนนนน.. หวาน!” มะม่วงมีนะ …แต่เป็นมะม่วงสุก❌ ฝรั่งก็มี …แต่หวานกรอบแบบไม่ต้องจิ้มอะไร❌ มะยม?… ขอโทษค่ะ ไม่รู้จัก 😅 ชีวิตคนอิสานตาดำๆ อย่างข้อยจึงเริ่มภารกิจใหม่  ตามหาผลไม้เปรี้ยว ตัดต่อมเปรี้ยวปาก! 🌶️  ผลไม้เมืองนอก 20 อย่าง ตัวแทนผลไม้เปรี้ยว จิ้มพริกเกลือแบบคนอิสานไกลบ้าน บางอย่างเปรี้ยวจริง   บางอย่างเปรี้ยวปลอม แค่หาได้ในอเมริกา … ถือว่า...

เตรียมตัวบิสมาร์ค (Bismarck) 🆚 วีซ่า J1 (Work & Travel) รอดชัวร์! ✈️

น้องๆ ฟังพี่ก่อนนะ… พี่ไม่ได้จะขู่! แต่จะบอกให้เตรียมตัวแบบคนเคยรอดมาแล้วค่ะ 😂 บิสมาร์คไม่ได้น่ากลัว ไม่ได้สวยกิ๊งเหมือนเมืองใหญ่ๆ แต่เป็นเมืองที่ .. “ถ้ารู้จักมันดีๆ จะรักแบบไม่รู้ตัว  เพราะอะไรนะ?” …ก็เพราะมันทั้งหนาว ทั้งเงียบ ทั้งลมแรง แต่คนใจดีสุดๆ! พี่พูดเลยว่า ตอนพี่มาแรกๆ คือยืนงงในดงหิมะ ลมตีหน้า แถมรถไม่มี อาศัยเพื่อนลากไปทำงานทุกวัน 😅 แต่พออยู่เป็น! รู้ทาง! รู้เวลา! รู้วิธีแต่งตัวเอาชีวิตรอด! …ชีวิตคือดีขึ้นแบบทันตาเห็น! โพสต์นี้พี่เลยรวมทุกอย่างที่อยากให้ “น้องรู้ก่อนจะบินมา”  เพื่อไม่ต้องมายืนคิดในใจว่า… “เอ๊ะ นี่เรามาฝึกงาน หรือมาฝึกความแกร่งของชีวิตคะพี่?” 🤣 ✅ 📌 เหมาะกับ J1 / Work / Seasonal /ผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ 1. เตรียมใจเรื่องอากาศก่อนอย่างแรก  🌨️ บิสมาร์ค (Bismarck) หนาวจริง หนาวจัดแบบติดลบสองหลัก หิมะยาวหลายเดือน ลมแรงมาก เดินแล้วน้ำตาไหลเป็นเรื่องปกติ 👉 มาถึงให้รีบซื้อเสื้อหนาวดีๆ ที่ร้านในพื้นที่ เช่น Scheels, Kohl’s จะอุ่นกว่าเสื้อจากไทย (ร้านของใช้มือสองของดีๆ ก็มีนะค่ะ) 📍 น้องๆ ฟังพี่ก่อน… บิสมาร์ค ไม่ได้มีแต่โลกน้ำแข็งนะ! 😂  ?...

นิทานเรื่อง “เจ้าหญิงบนยอดเขาแก้ว” (The Princess On The Glass hill)

Long, long time ago, there lived a farmer who had three sons and forty acres of fields. But every year on mid-summers, every last plant on his land was eaten. The farmer sent his three sons out to guard the field the next year. ลอง, ลอง ไทม์ อะโก, แธร์ ลิฟ-ดึด อะ ฟาร์มเมอ ฮู แฮด ตรี ซัน แอนด์ ฟอร์ตี้ เอเคอร์ ออฟ ฟิล์ด. บัท เอเวอรี่ เยียร์ ออน มิด-ซัมเมอร์, เอเวอรี่ ลาสท์ แพลนท์ ออน ฮีส แลนด์ วอส อีท-ทีน. เดอะ ฟาร์มเมอ เซนท์ ฮีส ตรี ซัน เอาซ์ ทู การ์ด เดอะ ฟิล์ด เดอะ เน็ทซ์ เยียร์. กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว, ชาวนาคนหนึ่ง เค้ามีลูกชายอยู่ด้วยกันสามคน และชาวนามีที่ทำกินสี่สิบเอเคอร์ (ประมาณร้อยกว่าไร่). แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางฤดูร้อนของทุกๆ ปี, ผลผลิตในไร่ของเค้าก็มักจะถูกทำลายเสียหายเรื่อยมา. ดังนั้น ชาวนาจึงได้ส่งลูกชายทั้งสามคนของเค้า ให้ออกไปเฝ้าดูแลผลผลิตในไร่. The oldest son, Barty, was very tall and very thin.  The middle son, Otis, was very fat and lazy.  That night he heard a scream and ran from the field. เดอะ โอลด์เดสท์ ซัน, บาร์ตี๊, วอส เวรี่ ทอล แอนด์ เวรี่ ธิน....